Rolled Oats / โรลโอ๊ต (ข้าวโอ๊ต)

Rolled Oats / โรลโอ๊ต (ข้าวโอ๊ต)

F072RO Rolled Oats : โรลโอ๊ต (ข้าวโอ๊ต)


        ข้าวโอ๊ต เป็นธัญพืชที่นิยมรับประทานกันมาก เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและโปรตีน ทั้งยังมีสารอาหารสำคัญอื่น ๆ เช่น แมงกานีส ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม วิตามินอี วิตามินบี 1 เป็นต้น ซึ่งเชื่อกันว่าสารเหล่านี้ดีต่อสุขภาพและอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

โรลโอ๊ต (Rolled Oats) หรือ Old-Fashioned คือ การนำข้าวโอ๊ตที่ขัดเปลือกออกแล้วไปนึ่ง จากนั้นนำมารีดให้เป็นแผ่นแบน แล้วนำไปอบหรือตากแดดให้แห้ง ข้าวโอ๊ตชนิดนี้นิยมใช้เป็นส่วนผสมของขนมอบ หรือนำมาผสมกับผลไม้แห้ง ถั่ว ที่เรียกว่ามูสลี่หรือกราโนลา

ข้าวโอ๊ตเป็น หนึ่งในแป้งพลังงานสะอาดที่แนะนำให้ทานในช่วงลดน้ำหนัก เพราะให้พลังงานสูงย่อยช้า อิ่มนาน และไขมันต่ำ แถมมีคุณค่าทางอาหารสูงอีกด้วย ไฟเบอร์จากเปลือกข้าวโอ๊ต อุดมด้วยเส้นใยอาหาร ปราศจากแคลลอรี่ ใช้ทำขนมแทนแป้งสาลีหรือโรยอาหารหรือเครื่องดื่มที่ชื่นชอบเพื่อเพิ่มกากใยอาหารได้เป็นอย่างดี

ข้าวโอ๊ต หนึ่งในสุดยอดอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และนิยมทานกันอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้รักสุขภาพ และ คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งนิยมนำมาทำเป็นอาหารเช้าและ เป็นส่วนผสมในอาหารคลีนได้หลากหลายเมนู ด้วยที่ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่ให้พลังงานสูงแต่ให้ไขมันที่ต่ำ มีวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างทันทีนอกจากนี้ในข้าวโอ๊ตยังมีประโยชน์และคุณค่าทางอื่นๆอีกมากมาย


จะมีลักษณะเป็นผงหยาบๆ เมื่อนำมาเติมน้ำหรือนมจะมีลักษณะคล้ายๆโจ๊ก หรือข้าวต้ม โดยโอ๊ตมีลจะได้จากการสับเมล็ดข้าวโอ๊ตออกเป็นชิ้นหยาบๆจึงทำให้สารอาหารยังอยู่ครบถ้วน รวมถึงส่วนของรำข้าวโอ๊ตด้วย เราจะคุ้นตากับการนำโอ๊ตมีลมาเติมนมหรือน้ำ ต้มให้สุกและทานคู่กับผลไม้เป็นอาหารเช้า


ให้โปรตีนสูง : ในข้าวโอ๊ตมีโปรตีนและกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมากถึง 6 ชนิด โดยแป้งในข้าวโอ๊ตนั้นถือเป็นแป้งที่ย่อยง่าย เพราะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยในการย่อย มีไขมันต่ำ และเกือบทั้งหมดเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อน ที่ดีต่อร่างกาย

ช่วยลดน้ำหนัก : ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยใยอาหาร ทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะลำไส้เราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก ลดการดูดซึมน้ำตาล ไขมันและ ของเสียต่างๆ นั้นหมายถึงเมื่อเราทานข้าวโอ๊ตในมื้อเช้า จะทำให้เราได้รับพลังงาน และเติมกระเพาะของเราทำให้อิ่มอยู่ได้นาน ซึ่งดีกว่าการทานอาหารเช้าที่มีน้ำตาลและไขมันสูงๆ ที่จะทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้น

ข้าวโอ๊ต : ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาก ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ การทานข้าวโอ๊ตปราศจากน้ำตาลคู่กับโยเกิร์ตและผลไม้ในตอนเช้า ถือว่าเป็นยอดอาหารรสเลิศที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างดี



ข้อมูลโภชนาการของข้าวโอ๊ตดิบ 100 กรัม โดยประมาณ

- พลังงาน 389 กิโลแคลอรี่

- น้ำ 8.22 กรัม

- โปรตีน 16.89 กรัม

- ไขมันรวม 6.90 กรัม

- คาร์โบไฮเดรต 66.27 กรัม

- เส้นใย 10.6 กรัม

- แคลเซียม 54 มิลลิกรัม

- เหล็ก 4.72 มิลลิกรัม

- แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม

- ฟอสฟอรัส 523 มิลลิกรัม

- โปแทสเซียม 429 มิลลิกรัม

- โซเดียม 2 มิลลิกรัม

- สังกะสี 3.97 มิลลิกรัม

- วิตามินบี 1 0.763 มิลลิกรัม

- วิตามินบี 2 0.139 มิลลิกรัม

- วิตามินบี 3 0.961 มิลลิกรัม

- วิตามินบี 6 0.119 มิลลิกรัม

- โฟเลต 56 ไมโครกรัม

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของข้าวโอ๊ตจากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้ระบุประสิทธิภาพในการใช้ข้าวโอ๊ตรักษาโรคต่าง ๆ ตามตัวอย่างงานวิจัยไว้เป็นระดับต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


การรักษาที่น่าจะได้ผล (Likely Effective) ลดคอเลสเตอรอลและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ กล่าวกันว่าเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำที่ชื่อว่าเบต้า กลูแคน (Beta Glucan) ในข้าวโอ๊ตหรือรำข้าวโอ๊ตมีส่วนช่วยลดการสร้างและชะลอการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจากการทดลองให้อาสาสมัครชายหญิงที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจำนวน 19 คน รับประทานข้าวโอ๊ต ที่มีปริมาณเบต้า กลูแคน 2.9 กรัม วันละ 2 ครั้ง นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และเว้นช่วงอีก 3 สัปดาห์ จึงค่อยให้รับประทานสารมอลโตเดกซ์ตริน (Maltodextrin) ซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้ง ในระยะเวลาเท่ากัน เพื่อเปรียบเทียบผล ซึ่งทั้ง 2 อย่างที่อาสาสมัครรับประทานนั้นเทียบเท่ากับการรับประทานรำข้าวโอ๊ตวันละ 70 กรัม


ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่าระดับคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่รับประทานข้าวโอ๊ต โดยระดับคอเลสเตอรอลทั้ง 2 ชนิดลดลงเรื่อย ๆ จนในสัปดาห์ที่ 4 ค่าระดับคอเลสเตอรอลลดลงประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงที่รับประทานสารคล้ายแป้งกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับคอเลสเตอรอลอย่างเห็นได้ชัด ส่วนระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีและไตรกลีเซอร์ไรด์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการรับประทานข้าวโอ๊ตที่มีเบต้า กลูแคนน่าจะช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง แต่อาจไม่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี   


นอกจากคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ข้าวโอ๊ตยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่าอะวีแนนตรามายด์ (Avenanthramides) ซึ่งช่วยต้านภาวะอักเสบในหลอดเลือดและควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ และอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน โดยพบข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้จากการทดลองให้อาสาสมัครชายหญิงที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงระดับปานกลางกลุ่มหนึ่งรับประทานข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป 100 กรัม และอีกกลุ่มรับประทานบะหมี่ที่ทำจากแป้งสาลี หลังผ่านไป 6 สัปดาห์ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานข้าวโอ๊ตมีระดับคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และรอบเอวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม อีกทั้งมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีลดลงน้อยกว่า แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของความดันเลือด สัดส่วนของร่างกาย หรือผลด้านอื่นอย่างเห็นได้ชัดนัก จึงพอจะกล่าวได้ว่าการรับประทานข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปเป็นประจำอย่างน้อย 6 สัปดาห์ อาจลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันสูงไม่รุนแรง และยังแนะนำให้เพิ่มการรับประทานธัญพืชและข้าวโอ๊ตในมื้ออาหารให้มากขึ้น  


การรักษาที่อาจได้ผล (Possibly Effective) ลดระดับน้ำตาลในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ซึ่งข้าวโอ๊ตจัดเป็นธัญพืชอีกชนิดที่มีกากใยอาหารปริมาณมาก โดยเฉพาะกากใยเบต้ากลูแคน จึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน


ข้อมูลเกี่ยวกับคุณประโยชน์ด้านนี้ของข้าวโอ๊ต ปรากฏการศึกษาขนาดเล็กเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนต่อระดับน้ำตาลหลังอาหารและการดูดซึมน้ำตาลในร่างกายของอาสาสมัครที่มีภาวะน้ำหนักเกินจำนวน 12 คน โดยกลุ่มอาสาสมัครรับประทานอาหารปกติและอาหารที่เติมเบต้ากลูแคนลงไป 5 กรัม จากนั้นในอีก 6 ชั่วโมงถัดมาจึงตรวจน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร ผลพบว่าอาหารที่เติมเบต้ากลูแคนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยลดการสร้างน้ำตาลของร่างกายและชะลออัตราการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด จึงคาดกันว่าการรับประทานข้าวโอ๊ตน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน


การศึกษาที่ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอต่อการบ่งบอกประสิทธิภาพ


บรรเทาอาการท้องผูก การรับประทานไฟเบอร์หรือกากใยมากขึ้นอาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับแก้อาการท้องผูก แทนการใช้ยาระบาย เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงจากการรับประทานยาและปัญหาด้านสุขภาพที่อาจตามมา เช่น น้ำหนักลด มีภาวะขาดสารอาหาร เป็นต้น โดยมีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทดลองให้คนอายุ 57-100 ปี รับประทานรำข้าวโอ๊ตแทนการใช้ยาระบาย เพื่อดูคุณภาพชีิวิตและน้ำหนักตัว ผู้เข้าร่วมทดลองแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมจากรำข้าวโอ๊ต 7-8 กรัมต่อวันร่วมกับอาหารปกติ และอีกกลุ่มไม่ได้รับอาหารเสริม โดยจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาระบาย ความถี่ในการถ่ายอุจจาระ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และน้ำหนักตัวของอาสาสมัครในช่วงก่อนเริ่มการทดลอง หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ และหลังจบการทดลอง


ผลลัพธ์จากการทดลองนี้พบว่า กลุ่มที่รับประทานข้าวโอ๊ตหยุดใช้ยาระบายได้ประมาณ 59 เปอร์เซ็นต์และมีน้ำหนักตัวปกติ แต่อีกกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานข้าวโอ๊ตต้องใช้ยาระบายเพิ่มขึ้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์และมีน้ำหนักตัวลดลง และชี้ให้เห็นว่าการรับประทานข้าวโอ๊ตค่อนข้างปลอดภัยและอาจเป็นตัวเลือกแทนการใช้ยาระบายในบางกรณี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ


โรคหรืออาการทางผิวหนัง เชื่อกันว่าข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและนำมาใช้ประโยชน์เป็นยาทารักษาอาการทางผิวหนังตั้งแต่อดีต เช่น ผื่นผิวหนัง ผิวหนังไหม้ อาการคัน รอยแดง เป็นต้น โดยในทางการแพทย์เรียกข้าวโอ๊ตชนิดนี้ว่า Colloidal Oats ซึ่งเป็นข้าวโอ๊ตคนละชนิดกับที่นำมารับประทาน


แม้ว่างานวิจัยของข้าวโอ๊ตในด้านนี้ยังมีไม่เพียงพอ แต่จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากข้าวโอ๊ตชนิด Colloidal Oats ในรูปแบบโลชั่นทาผิว 4 ชนิด กับผู้หญิงที่มีสุขภาพดีที่มีอาการคันบริเวณผิวหนังระดับเบาถึงปานกลาง และมีผิวแห้งอย่างรุนแรงบริเวณน่องขาทั้ง 2 ข้าง จำนวน 29 คน ผลพบว่าอาสาสมัครมีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากภาวะผิวแห้งกร้าน ผิวตกสะเก็ด ผิวไม่เรียบเนียน และผิวที่มีอาการคันรุนแรงซึ่งการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าข้าวโอ๊ตชนิด Colloidal Oats มีฤทธิ์ลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระโดยตรง จึงคาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคผิวหนังในอนาคต แต่ยังบอกไม่ได้แน่ชัด เพราะกลุ่มการศึกษามีขนาดเล็กและไม่ได้ศึกษาในผู้ป่วยโรคผิวหนังโดยตรง


การรักษาที่อาจไม่ได้ผล (Possibly Ineffective) ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เชื่อกันว่าธัญพืชหรืออาหารจากธัญพืชอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มต้น แต่จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารจากธัญพืชกับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี โดยมีอาสาสมัครชาย 26,630 คน และอาสาสมัครหญิง 29,189 คน ผลปรากฏว่าการรับประทานอาหารจากธัญพืชมากขึ้นประมาณ 50 กรัมต่อวัน ส่งผลให้อาสาสมัครชายมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงลดลงเท่านั้น แต่ไม่พบความเกี่ยวข้องด้านนี้ในอาสาสมัครหญิง จึงไม่อาจสรุปได้ว่าการรับประทานข้าวโอ๊ตหรือธัญพืชอื่น ๆ จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  


ความปลอดภัยในการรับประทานข้าวโอ๊ตหรือใช้ผลิตภัณฑ์จากข้าวโอ๊ต


การรับประทานรำข้าวโอ๊ตค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่อาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น มีแก๊สในท้องมาก ท้องอืด และรู้สึกแน่นท้อง ดังนั้น ในช่วงแรกควรลองรับประทานแต่น้อยและค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้น เพื่อให้ร่างกายปรับตัว ส่วนการใช้ข้าวโอ๊ตหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวโอ๊ตกับผิวหนังอาจก่อให้เกิดอาการแสบร้อนได้ในบางราย อย่างไรก็ตาม บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวโอ๊ตหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวโอ๊ต

- ผู้ที่กลืนหรือเคี้ยวอาหารลำบาก เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมอง ผู้ที่ไม่มีฟันบางซี่หรือฟันปลอมสวมได้ไม่พอดีกับช่องปาก เป็นต้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ลำไส้อุดตันจากการเคี้ยวได้ไม่ละเอียด

- ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบย่อยอาหารและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้ อาจต้องใช้เวลาย่อยข้าวโอ๊ตนานกว่าปกติและเกิดการอุดตันในลำไส้ตามมา

- ผู้ที่มีอาการแพ้อะวีนิน (Avenin) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในข้าวโอ๊ตที่คล้ายกับกลูเตนในข้าวสาลี

ทั้งนี้ หากมีอาการแพ้ข้าวสาลีหรือธัญพืชชนิดต่าง ๆ ควรเลือกซื้อข้าวโอ๊ตชนิดที่ระบุว่าเป็นข้าวโอ๊ต 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจือปนกับธัญพืชชนิดอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้

นอกจากจะรับประทาน ข้าวโอ๊ต ( Oats ) เป็นอาหารแล้ว ประโยชน์ของข้าวโอ๊ตซึ่งเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ยังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่มี ปริมาณของไขมันที่ต่ำ ข้าวโอ๊ตจะนิยมปลูกกันมากในแถบทวีปยุโรปตอนเหนือ ที่มีอากาศหนาวเย็นและมีแสงแดดน้อยเช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย  ประเทศรัสเซีย ประเทศเยอรมันตอนเหนือ เป็นต้น


ข้าวโอ๊ต สรรพคุณและประโยชน์ของข้าวโอ๊ต 

1. ลดคอเลสเตอรอล

ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายดูดซึม LDL (Low-density lipoprotein) ซึ่งถูกจัดว่าเป็นคอเลสเตรอลชนิดไม่ดีที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายอย่างโรคหัวใจ อย่างไรก็ดีข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยครึ่งจะมีปริมาณของไฟเบอร์มากกว่า 5 กรัม ซึ่งเพียงพอที่จะลดระดับของคอเลสเตอรอลได้

2. ลดความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูง

การทานข้าวโอ๊ตไม่เพียงแต่ดีต่อหัวใจเท่านั้น แต่ยังดีต่อหลอดเลือดอีกด้วย เนื่องจากข้าวโอ๊ตมีสรรพคุณในการช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูง ทั้งนี้มีคำแนะนำว่าหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูงควรทานข้าวโอ๊ตให้ได้ทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ชายที่ทานข้าวโอ๊ตวันละหนึ่งถ้วยจะมีโอกาสในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวลดลง

3. อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

ข้าวโอ๊ตมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชนิดพิเศษที่ชื่อว่า อะวีนานทราไมต์ (Avenanthramide) ซึ่งจะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่ทำลาย HDL (High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี อีกทั้งยังช่วยปกป้อง LDL จากกระบวนการออกซิเดชั่น ส่งผลให้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็น โรคหัวใจและหลอดเลือด

4. ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง

สารอะวีนานทราไมต์ (Avenanthramide) ไม่เพียงแต่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง ทั้งนี้มีผลการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ทานธัญพืชเต็มเมล็ดสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งลดลง

5. รักษาระดับน้ำตาลในเลือด

ด้วยความที่ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีปริมาณไฟเบอร์สูง จึงสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิดอาการซึมในช่วงสายของวัน ซึ่งเกิดจากการทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือมีน้ำตาลสูง

6. ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

นอกจากข้าวโอ๊ตจะอุดมไปด้วยไฟเบอร์แล้ว ก็ยังเป็นแหล่งของธาตุแมกนีเซียมซึ่งสามารถช่วยควบคุมระดับของอินซูลินและกลูโคสในร่างกาย เพียงแค่คุณทานข้าวโอ๊ตใส่นมสูตรโลว์แฟตก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้

7. กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยไฟเบอร์ชนิด เบต้า-กลูแคน (Beta-glucan) ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยจะช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันค้นหาและซ่อมแซมอวัยวะของร่างกายที่ถูกโจมตีด้วยแบคทีเรียได้

8. ควบคุมน้ำหนัก

การทานข้าวโอ๊ตในช่วงที่คุณกำลังลดน้ำหนักนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีทีเดียว เนื่องจากข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น จึงสามารถป้องกันการทานจุบจิบโดยเฉพาะขนมที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูง

9. เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้แพ้อาหารที่มีกลูเตน

ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีปริมาณของกลูเตนต่ำ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กที่ประสบกับโรคเซลิแอค (Celiac Disease) ซึ่งผู้ป่วยจะไม่สามารถทานอาหารที่มีกลูเต็นได้


ข้าวโอ๊ต ชื่อวิทยาศาสตร์ Avena sativa L. จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE) 

ชื่อภาษาอังกฤษ : Oats

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Avena Sativa


ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://medthai.com/

เขียนข้อคิดเห็น

หมายเหตุ: ไม่รองรับข้อความที่มีรูปแบบ เช่น HTML PHP Javascript
    แย่           ดี

  • รหัส/รุ่น: F072RO
  • สถานะสินค้า: มีสินค้า
  • ฿60 บาท

ออปชั่นสินค้า

ขอใบเสนอราคา